"ยิง FG% 50% เท่ากันเป๊ะ ทำไมโค้ชถึงบอกว่าคนนี้เก่งกว่า" คำถามแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยหลังเกม ทั้งในกลุ่มไลน์ผู้ปกครอง วงเมาท์ข้างสนามซ้อม หรือแม้แต่ในไลฟ์วิเคราะห์เกม NBA ที่นักวิเคราะห์เริ่มพูดถึงตัวเลขที่ฟังดูซับซ้อนอย่าง "True Shooting Percentage" หรือ TS% แทนที่จะดูแค่เปอร์เซ็นต์ยิงเข้าธรรมดาแบบที่คุ้นเคยกันมาตลอด
เหตุผลไม่ใช่เพราะ FG% ผิด แต่เพราะมันมองข้ามความจริงสำคัญข้อหนึ่งของกีฬาบาสเกตบอล นั่นคือลูกที่ยิงเข้าห่วงไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกลูก และผู้เล่นบางคนสร้างแต้มจากเส้นฟรีโธรว์ได้เก่งโดยไม่ต้องยิงจากสนามเลยด้วยซ้ำ บทความนี้จะพาไปดูว่า True Shooting % คำนวณอย่างไร ทำไมมันถึงเผยความจริงที่ FG% ซ่อนไว้ ผ่านตัวอย่างผู้เล่นสองคนที่ยิงเข้าจำนวนเท่ากันเป๊ะ แต่สร้างมูลค่าให้ทีมต่างกันลิบ
FG% เท่ากัน แต่ทำไมประสิทธิภาพไม่เท่ากัน
ลองนึกภาพสองผู้เล่นในทีมเยาวชนทีมเดียวกัน คนแรกยิงจากระยะ 2 แต้มได้ 10 จาก 20 ครั้ง คนที่สองก็ยิงเข้า 10 จาก 20 ครั้งเหมือนกัน ทั้งคู่มี FG% อยู่ที่ 50% เป๊ะ ถ้าดูแค่ตัวเลขนี้ตัวเดียว หลายคนจะสรุปทันทีว่าทั้งสองคนยิงแม่นเท่ากัน แต่ความจริงแล้วอาจไม่ใช่เลย
ปัญหาของ FG% คือมันนับ "จำนวนครั้งที่ยิงเข้า" โดยไม่สนใจว่าลูกนั้นมีมูลค่ากี่แต้ม ลูกเลย์อัพใต้ห่วง 2 แต้ม กับลูกสามแต้มจากนอกเส้น ถูกนับเป็น "1 ครั้งที่ยิงเข้า" เท่ากันในสูตร FG% ทั้งที่ลูกหลังสร้างแต้มให้ทีมมากกว่าลูกแรกถึง 50% นอกจากนี้ FG% ยังไม่นับรวมแต้มที่ได้จากเส้นฟรีโธรว์เลย ทั้งที่การพาตัวเองไปยืนที่เส้นฟรีโธรว์บ่อยๆ ก็เป็นทักษะการทำแต้มที่มีค่าไม่แพ้การยิงจากสนาม
นี่คือจุดที่หลักการทางสถิติเข้ามาช่วย ถ้าเป้าหมายจริงของการรุกคือ "สร้างแต้มให้ได้มากที่สุดต่อการยิงหนึ่งครั้ง" สถิติที่ใช้วัดควรให้น้ำหนักตามมูลค่าจริงของลูกนั้น ไม่ใช่นับทุกลูกที่เข้าห่วงเท่ากันหมด นี่คือเหตุผลที่วงการวิเคราะห์บาสเกตบอลสร้าง True Shooting Percentage ขึ้นมาแทนที่ FG% ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพผู้เล่น
สำหรับโค้ชหรือผู้ปกครองที่ดูสถิติลูกหลัง ข้อควรจำง่ายๆ คือ อย่าตัดสินว่าใครยิงแม่นกว่าใครจาก FG% ตัวเดียว ต้องถามต่อว่าลูกที่ยิงเข้านั้นเป็นลูก 2 แต้ม 3 แต้ม หรือฟรีโธรว์ สัดส่วนเหล่านี้ต่างหากที่บอกมูลค่าที่แท้จริง
สูตร True Shooting % คำนวณยังไง แบบไม่ต้องเก่งเลข
พอโค้ชพูดคำว่า "TS%" หรือ "True Shooting" ในห้องประชุมทีม เด็กหลายคนถอดใจตั้งแต่ยังไม่ทันฟังสูตร เพราะดูเหมือนต้องใช้คณิตศาสตร์ซับซ้อน ความจริงแล้วหลักการเบื้องหลังง่ายมาก คือการถามคำถามเดียวว่า "ผู้เล่นคนนี้ทำแต้มได้กี่แต้ม เทียบกับจำนวนครั้งที่เขา 'ใช้โอกาส' ในการยิงไปทั้งหมด"
สูตรมาตรฐานคือ TS% = แต้มที่ทำได้ หาร ด้วย (2 คูณ ผลรวมของจำนวนครั้งที่ยิงจากสนามบวกกับ 0.44 คูณจำนวนครั้งที่ยิงฟรีโธรว์) ตัวเลข 0.44 ไม่ใช่ตัวเลขสุ่มๆ แต่มาจากการคำนวณทางสถิติว่าโดยเฉลี่ยแล้วการยิงฟรีโธรว์หนึ่งครั้งมีโอกาสได้แต้มเทียบเท่ากับประมาณ 44% ของการยิงจากสนามหนึ่งครั้ง เพราะฟรีโธรว์แต่ละสถานการณ์ให้จำนวนลูกไม่เท่ากัน บางครั้งได้ยิง 2 ลูก (โดนฟาวล์ตอนยิงไม่เข้าจากระยะ 2 แต้ม) บางครั้งได้ยิง 3 ลูก (โดนฟาวล์ตอนยิงไม่เข้าจากระยะ 3 แต้ม) และบางครั้งได้แค่ 1 ลูก (ยิงเข้าแล้วยังโดนฟาวล์ระหว่างยิง หรือที่เรียกกันว่า "และ-1")
ลองคำนวณจากตัวอย่างจริงในเกมทีมเยาวชน สมมติผู้เล่นคนหนึ่งทำได้ 18 แต้ม จากการยิงสนาม 12 ครั้ง และฟรีโธรว์ 4 ครั้ง ขั้นแรกคำนวณ "ค่าถ่วงน้ำหนักการยิง" คือ 12 บวก (0.44 คูณ 4) เท่ากับ 12 บวก 1.76 เท่ากับ 13.76 จากนั้นนำ 18 หารด้วย (2 คูณ 13.76) จะได้ TS% ประมาณ 65.4% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีมากสำหรับผู้เล่นเยาวชน
สิ่งที่โค้ชควรสอนทีมคือไม่ต้องคำนวณมือทุกเกม แค่เข้าใจหลักการว่า TS% ยิ่งสูงยิ่งดี และตัวเลขที่มีผลต่อมันคือแต้มรวม จำนวนครั้งที่ยิงสนาม และจำนวนครั้งที่ยิงฟรีโธรว์ เท่านั้นก็พอสำหรับการอ่านสถิติหลังเกม
เคสจริง: สองผู้เล่นยิงเข้า 10 ลูกเท่ากัน แต่ TS% ต่างกันลิบ
นี่คือคำถามที่มักถกเถียงกันไม่จบในกลุ่มแฟนบาส เวลาดูสรุปสถิติหลังเกมแล้วเห็นผู้เล่นสองคนยิงเข้าเท่ากันเป๊ะ แล้วใครทำประโยชน์ให้ทีมมากกว่ากัน ลองดูตัวอย่างสมมติที่จำลองจากสถานการณ์จริงในสนาม
ผู้เล่น A ยิงจากสนาม 20 ครั้ง เข้า 10 ครั้ง ทั้งหมดเป็นลูก 2 แต้มล้วนๆ ไม่มีฟรีโธรว์เลย เขาทำได้ 20 แต้ม ส่วนผู้เล่น B ก็ยิงจากสนาม 20 ครั้ง เข้า 10 ครั้งเท่ากัน แต่ในจำนวนนั้นมี 5 ลูกเป็นสามแต้ม อีก 5 ลูกเป็นสองแต้ม เขาจึงทำได้ 25 แต้ม จากจำนวนครั้งที่ยิงเท่ากันเป๊ะ
| ผู้เล่น | ยิงเข้า/ยิงทั้งหมด | FG% | แต้มรวม | True Shooting % |
|---|---|---|---|---|
| ผู้เล่น A | 10/20 (ล้วน 2 แต้ม) | 50% | 20 | 50.0% |
| ผู้เล่น B | 10/20 (5 สาม + 5 สอง) | 50% | 25 | 62.5% |
ตัวเลข FG% ของทั้งคู่เท่ากันเป๊ะที่ 50% แต่ TS% ต่างกันถึง 12.5% เพราะผู้เล่น B เลือกยิงลูกที่มีมูลค่าสูงกว่าในสัดส่วนที่มากกว่า เขาใช้จำนวนครั้งยิงเท่ากับ A แต่สร้างแต้มให้ทีมมากกว่าถึง 5 แต้ม นี่คือสิ่งที่ FG% มองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย เพราะมันนับ "1 ลูกเข้า" เท่ากันไม่ว่าจะเป็นเลย์อัพหรือสามแต้ม
สำหรับโค้ชที่ดูสถิติทีมเยาวชน เคสนี้สอนบทเรียนสำคัญคือ อย่าเพิ่งชมหรือตำหนินักบาสจากจำนวนลูกที่เข้าอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าลูกที่เข้านั้นมาจากตำแหน่งไหน ผู้เล่นที่เลือกจังหวะยิงสามแต้มแบบเปิดโอกาสดี แม้ยิงเข้าจำนวนครั้งเท่าเพื่อนร่วมทีม ก็อาจกำลังสร้างมูลค่าให้ทีมมากกว่าที่ตัวเลข FG% ธรรมดาจะบอกได้
เส้นฟรีโธรว์ ตัวแปรที่ FG% มองไม่เห็นเลย
เคยเห็นผู้เล่นบางคนไหมที่ดูเหมือนยิงจากสนามไม่เยอะ แต่จบเกมด้วยแต้มเยอะกว่าคนอื่นอย่างน่าแปลกใจ เพื่อนร่วมทีมมักพูดติดตลกว่า "โชคดี" หรือ "ได้ฟาวล์บ่อย" แต่ความจริงแล้วการพาตัวเองไปยืนที่เส้นฟรีโธรว์บ่อยๆ คือทักษะการทำแต้มอย่างหนึ่งที่ผู้เล่นระดับสูงฝึกฝนมาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ในทางหลักการ การขับตัวเข้าไปในเขตใต้ห่วงแล้วโดนฟาวล์ระหว่างยิง คือวิธีทำแต้มที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะฟรีโธรว์เป็นการยิงที่ไม่มีคนป้องกันเลย ทีมระดับอาชีพส่วนใหญ่ยิงฟรีโธรว์เข้าเฉลี่ยเกิน 75% ซึ่งสูงกว่าเปอร์เซ็นต์ยิงจากสนามทุกระยะ นี่คือเหตุผลที่สูตร TS% ใส่ตัวคูณ 0.44 เข้ากับจำนวนครั้งฟรีโธรว์ เพื่อสะท้อนว่าทุกครั้งที่ผู้เล่นได้ยืนที่เส้นนี้ คือโอกาสทำแต้มที่มีมูลค่าจริง แม้จะไม่ได้นับเป็น "การยิงจากสนาม" ก็ตาม
ลองเทียบผู้เล่นสองคนที่ยิงจากสนามได้ผลลัพธ์เหมือนกันทุกอย่าง คือ 10 จาก 20 ครั้ง ล้วนเป็นลูก 2 แต้ม ได้ 20 แต้มเท่ากัน แต่คนหนึ่งไม่มีฟรีโธรว์เลย ส่วนอีกคนถูกฟาวล์แล้วได้ยิงฟรีโธรว์เพิ่ม 10 ครั้ง เข้า 8 ครั้ง เท่ากับมี 28 แต้มรวม คนแรกมี TS% อยู่ที่ 50% ส่วนคนที่สองคำนวณจาก 28 หารด้วย 2 คูณ (20 บวก 0.44 คูณ 10) เท่ากับ 28 หารด้วย 48.8 ได้ TS% ประมาณ 57.4% ทั้งที่ยิงจากสนามผลลัพธ์เดียวกันเป๊ะ
บทเรียนสำหรับผู้ปกครองและโค้ชคือ อย่ามองข้ามผู้เล่นที่ขับตัวเข้าเขตใต้ห่วงบ่อยๆ แม้ยิงจากสนามจะดูไม่หวือหวา เพราะการพาตัวเองไปเส้นฟรีโธรว์บ่อยคือการสร้างแต้มที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ควรสอนให้เด็กฝึกฟรีโธรว์ให้แม่นควบคู่ไปด้วย เพราะยิ่งฟรีโธรว์แม่น มูลค่าของทุกครั้งที่ขับตัวเข้าไปก็ยิ่งสูงขึ้น
TS% ต่างจาก eFG% ตรงไหน ใช้ดูอะไรต่างกัน
คนที่เริ่มดูสถิติขั้นสูงมักงงเวลาเห็นตัวย่อสองตัวโผล่มาคู่กันในตารางสรุปเกม คือ eFG% กับ TS% ทั้งสองดูคล้ายกันมากจนหลายคนใช้สลับกันไปมาโดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันตอบคำถามคนละเรื่องกัน
eFG% หรือ Effective Field Goal Percentage แก้ปัญหาเรื่องมูลค่าลูกสามแต้มเหมือนกับ TS% แต่คำนวณเฉพาะการยิงจากสนามเท่านั้น สูตรคือ (จำนวนลูกเข้าทั้งหมด บวกกับ 0.5 คูณจำนวนลูกสามแต้มที่เข้า) หารด้วยจำนวนครั้งที่ยิงจากสนามทั้งหมด มันไม่นับฟรีโธรว์เข้าไปเลย ส่วน True Shooting % ขยายขอบเขตกว้างกว่านั้น โดยรวมฟรีโธรว์เข้าไปด้วย เพราะมองว่าฟรีโธรว์ก็เป็นส่วนหนึ่งของประสิทธิภาพการทำแต้มโดยรวมของผู้เล่น
| ประเด็น | eFG% | True Shooting % |
|---|---|---|
| นับลูกสามแต้มมีน้ำหนักพิเศษ | มี | มี |
| นับฟรีโธรว์รวมด้วย | ไม่นับ | นับ |
| เหมาะใช้ดูเรื่อง | คุณภาพการเลือกจังหวะยิงจากสนาม | ประสิทธิภาพการทำแต้มโดยรวมทั้งหมด |
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือผู้เล่นสายบุกตะลุยที่ขับตัวเข้าเขตใต้ห่วงแล้วโดนฟาวล์บ่อย eFG% ของเขาอาจดูธรรมดา เพราะคำนวณแค่ลูกที่ยิงจากสนาม แต่ TS% ของเขาจะสูงขึ้นชัดเจน เพราะรวมแต้มจากฟรีโธรว์เข้าไปด้วย ในทางกลับกัน นักยิงสามแต้มที่แทบไม่โดนฟาวล์เลย eFG% กับ TS% ของเขาจะใกล้เคียงกันมาก เพราะไม่มีฟรีโธรว์มาช่วยถ่วงตัวเลข
สรุปง่ายๆ ให้ใช้ eFG% เมื่อต้องการประเมินการเลือกยิงจากสนามล้วนๆ และใช้ TS% เมื่อต้องการดูภาพรวมทั้งหมดว่าผู้เล่นคนนี้สร้างแต้มได้มีประสิทธิภาพแค่ไหนในทุกช่องทาง
ทำไมนักวิเคราะห์ NBA เลิกใช้ FG% เทียบผู้เล่นข้ามตำแหน่ง
ทำไมเวลาดูตารางจัดอันดับ "นักยิงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด" ของ NBA ถึงแทบไม่มีใครใช้ FG% เป็นเกณฑ์หลักอีกแล้ว ทั้งที่เมื่อสิบกว่าปีก่อนมันยังเป็นตัวเลขยอดนิยมที่สุดในการเทียบฝีมือนักยิง
คำตอบอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของเกมเอง ยุคก่อนบาสเกตบอลเน้นเล่นใต้ห่วงเป็นหลัก ผู้เล่นส่วนใหญ่ยิงระยะใกล้กันหมด FG% จึงพอเทียบกันได้อย่างยุติธรรม แต่เกมยุคปัจจุบันมีทั้งบิ๊กแมนที่ยิงแต่ใต้ห่วง การ์ดที่ยิงสามแต้มเป็นหลัก และผู้เล่นที่เน้นขับตัวเข้าไปเก็บฟรีโธรว์ การเอา FG% มาเทียบข้ามสไตล์การเล่นแบบนี้จึงไม่ยุติธรรมอีกต่อไป เพราะบิ๊กแมนที่ยิงใต้ห่วง 60% กับการ์ดที่ยิงสามแต้ม 38% ใครสร้างแต้มต่อการยิงหนึ่งครั้งได้มากกว่ากัน คำตอบต้องคำนวณผ่านมูลค่าแต้มจริง ไม่ใช่ดูเปอร์เซ็นต์เฉยๆ
โดยทั่วไปนักวิเคราะห์ใช้ตัวเลข TS% เฉลี่ยของลีก NBA ที่ประมาณ 56-58% เป็นเส้นอ้างอิง ผู้เล่นที่ทำได้เกิน 60% ถือว่าอยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพสูง ส่วนคนที่ต่ำกว่า 52-53% ต่อเนื่องหลายเกม มักถูกตั้งคำถามเรื่องการเลือกจังหวะยิงหรือคุณภาพโอกาสที่ได้รับ ตัวเลขนี้ทำให้เปรียบเทียบผู้เล่นต่างตำแหน่ง ต่างสไตล์การเล่น ได้บนมาตรฐานเดียวกันแบบที่ FG% ทำไม่ได้
สำหรับแฟนบาสที่ติดตามข่าวหรือไฮไลต์ NBA ครั้งต่อไปที่เห็นนักวิเคราะห์พูดถึง TS% แทน FG% ให้เข้าใจว่านี่ไม่ใช่การใช้ศัพท์ให้ดูซับซ้อน แต่เป็นความพยายามเปรียบเทียบผู้เล่นอย่างยุติธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาต้องเทียบผู้เล่นที่เล่นคนละตำแหน่งคนละสไตล์กัน
TS% สูงไม่ได้แปลว่าเก่งที่สุดเสมอไป ข้อจำกัดที่ต้องรู้
ถ้า TS% เป็นตัวเลขที่ดีขนาดนี้ ทำไมไม่ใช้มันตัดสินได้เลยว่าใครเป็น "นักทำแต้มที่ดีที่สุด" ของทีม คำถามนี้สำคัญมาก เพราะการยึดตัวเลขเดียวโดยไม่มองบริบทรอบข้าง อาจนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดได้ง่ายๆ
กับดักที่พบบ่อยที่สุดคือเรื่องจำนวนครั้งที่ยิง ลองนึกภาพผู้เล่นสำรองที่ลงเล่นน้อย ได้ยิงแค่ 2 ครั้งต่อเกมและเลือกยิงเฉพาะจังหวะที่ง่ายที่สุด เช่น ใต้ห่วงแบบไม่มีคนป้องกัน TS% ของเขาอาจพุ่งสูงถึง 70-80% แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาเป็นนักทำแต้มที่ดีกว่าตัวหลักที่ต้องยิง 15-18 ครั้งต่อเกมในสถานการณ์กดดัน โดนประกบแน่น และต้องรับผิดชอบสร้างแต้มให้ทีมเวลาเกมตึงเครียด ยิ่งต้องแบกภาระยิงเยอะและยิงในจังหวะยากขึ้นเท่าไหร่ TS% ก็มีแนวโน้มลดลงตามธรรมชาติ นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์มักดู TS% คู่กับตัวเลข "จำนวนครั้งที่ยิงต่อเกม" หรือ Usage Rate เสมอ ไม่ดูตัวใดตัวหนึ่งเดี่ยวๆ
ข้อจำกัดอีกข้อคือเรื่องขนาดตัวอย่าง โดยเฉพาะกับทีมเยาวชนที่เล่นแค่ไม่กี่เกมต่อฤดูกาล การคำนวณ TS% จากเกมเดียวหรือสองเกมอาจผันผวนสูงมาก ผู้เล่นอาจมีเกมที่โชคดียิงเข้าทุกลูกที่ยาก หรือเกมที่โชคร้ายยิงพลาดลูกง่ายหลายครั้ง ตัวเลขจากตัวอย่างเล็กแบบนี้จึงไม่ควรใช้สรุปฝีมือระยะยาวของนักบาสคนหนึ่ง
ข้อแนะนำสำหรับโค้ชคือ ควรดู TS% สะสมจากหลายเกมรวมกัน อย่างน้อย 8-10 เกมขึ้นไปถึงจะเริ่มมีความหมาย และต้องดูคู่กับจำนวนครั้งที่ยิงเสมอ ผู้เล่นที่ TS% สูงแต่ยิงน้อยมาก กับผู้เล่นที่ TS% ปานกลางแต่แบกภาระยิงเยอะ อาจมีคุณค่าต่อทีมพอๆ กัน เพียงแต่ทำหน้าที่ต่างกัน
เอา TS% ไปใช้ติดตามพัฒนาการนักบาสจริงยังไง
โค้ชทีมเยาวชนหรือผู้ปกครองที่อยากติดตามพัฒนาการลูกหลังอย่างจริงจัง มักเจอปัญหาว่าไม่มีแอปหรือระบบสถิติขั้นสูงแบบที่ทีมอาชีพใช้ แล้วจะเอา True Shooting % มาใช้ติดตามได้อย่างไรในสนามจริง
ข่าวดีคือไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ราคาแพง แค่มีคนจดสถิติพื้นฐานข้างสนามก็เพียงพอ สิ่งที่ต้องบันทึกทุกเกมมีเพียง 3 ตัวเลขต่อผู้เล่นหนึ่งคน ได้แก่
- จำนวนครั้งที่ยิงจากสนามทั้งหมด (FGA)
- จำนวนครั้งที่ยิงฟรีโธรว์ทั้งหมด (FTA)
- แต้มรวมที่ทำได้ในเกมนั้น (PTS)
จากนั้นนำมาคำนวณตามสูตร TS% = PTS หาร ด้วย (2 คูณ (FGA บวก 0.44 คูณ FTA)) แนะนำให้บันทึกเป็นตารางสะสมทุกเกม แล้วรวมยอดทุก 8-10 เกมเพื่อคำนวณ TS% เฉลี่ยของฤดูกาล จะได้ภาพที่นิ่งกว่าและมีความหมายมากกว่าดูทีละเกม
ประโยชน์ที่แท้จริงของการเก็บข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยๆ แต่คือการใช้เป็นเครื่องมือคุยกับผู้เล่นแบบมีหลักฐาน แทนที่จะพูดลอยๆ ว่า "ยิงเยอะไปหน่อย" โค้ชสามารถชี้ให้เห็นได้ชัดว่า TS% ของเดือนนี้ลดลงจากเดือนก่อนเพราะสัดส่วนลูกยากเพิ่มขึ้น หรือช่วงที่ TS% พุ่งขึ้นสอดคล้องกับช่วงที่ผู้เล่นเริ่มขับตัวเข้าเก็บฟรีโธรว์บ่อยขึ้น ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ทั้งโค้ชและผู้เล่นเห็นภาพการพัฒนาที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่า "ช่วงนี้ยิงดีขึ้นหรือแย่ลง" เฉยๆ
สำหรับทีมที่ไม่มีคนจดสถิติประจำ อาจเริ่มจากง่ายๆ ก่อนคือให้ผู้ปกครองหรือผู้เล่นสำรองช่วยจดแค่เกมสำคัญๆ เช่น เกมรอบเพลย์ออฟหรือทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แล้วค่อยขยายไปจดทุกเกมเมื่อทีมคุ้นเคยกับระบบมากขึ้น
